รายงานของโรคนี้เริ่มเมื่อราวปี 2007 โดยหนังสือพิมพ์ยูเอสเอ ทูเดย์ ตีพิมพ์เรื่องของผู้คนจำนวนไม่น้อยในสหรัฐอเมริกาเริ่มมีความรู้สึกว่าโทรศัพท์มือถือที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงของตัวเองนั้นสั่นอยู่บ่อยๆ แต่เมื่อหยิบขึ้นมาดูกลับพบว่าอุปทานไปเอง ไม่มีอะไรเกิดขึ้น


จฟฟรีย์ จานาตา ผู้อำนวยการโครงการศึกษาพฤติกรรมที่เกี่ยวเนื่องทางการแพทย์ จากมหาวิทยาลัยการแพทย์คลีฟแลนด์ ได้อธิบายว่า ความรู้สึกดังกล่าวถือเป็นอาการหลอนอย่างหนึ่ง ซึ่งเกิดจากการที่ร่างกายเรียนรู้ที่จะระแวดระวังโดยอัตโนมัติ "การตั้งเตือนเป็นระบบสั่นโดยปิดเสียง ได้สร้างเงื่อนไขให้กับการรับรู้ของมนุษย์โดยอัตโนมัติ โดยเฉพาะเมื่อโทรศัพท์มือถือคืออุปกรณ์ที่เราใช้สื่อสารกับคนอื่น" ซึ่งจากการที่มนุษย์เป็นสัตว์สังคม โดยสัญชาตญาณนั้นพร้อมจะติดต่อกับคนอื่นอยู่แล้ว ฉะนั้นอาการแบบนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการปรับตัวเองให้พร้อมปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นอย่างทันท่วงที


สิ่งที่ต้องคิดต่อก็คือ แล้วมันส่งผลกระทบอะไรกับร่างกายของมนุษย์ ซึ่งในประเด็นนี้มีการศึกษาหลายแห่งในเวลาต่อมา ก็พบตรงกันว่า ปรากฏการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นซ้ำๆ มากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากสมองจะสั่งการไปที่ระบบประสาทและเกิดการจดจำว่านี่คือ “นิสัย” หนึ่งที่ร่างกายควรระวัง และผู้ที่มีอาการนี้ก็จะพบมากขึ้นตามปริมาณการใช้งานของโทรศัพท์ซึ่งเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี

ในปี 2011 ได้มีการสำรวจเจ้าหน้าที่ศูนย์การแพทย์เบย์สเตท เมดิคัล ในสปริงฟิลด์ แมสซา-ชูเซตส์ พบว่าเจ้าหน้าที่กว่าร้อยละ 68 ยอมรับว่าตัวเองมีอาการแบบ PVS จริงๆ แน่นอนว่ามันเป็นตัวเลขที่ถือว่าไม่น้อย


ข้อสรุปที่มีในตอนนี้คือ แพทย์ถือว่า PVS เป็นอาการอย่างหนึ่งของความเครียด ซึ่งเป็นผลมาจากความกดดันที่อยู่ข้างในลึกๆ ทำให้คนคนนั้นหมกมุ่นและคิดวนเวียนอยู่แต่เรื่องเดิมซ้ำๆ คล้ายๆกับโรคย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive-Compulsive Disorder-OCD) แบบหนึ่ง แต่หากคุณมีอาการแบบนี้จริงๆ ก่อนที่คุณจะไปปรึกษาแพทย์ วิธีง่ายๆในการทดสอบว่าคุณเข้าขั้นเครียดอย่างนั้นจริงหรือเปล่า คือให้ลองเปลี่ยนการเตือนสายเรียกเข้า มาเป็นแบบเสียงเพียงอย่างเดียว ปิดระบบสั่นซะ ลองดูสักสองสามสัปดาห์ แม้ว่ามันอาจจะสร้างความรำคาญให้กับคนอื่นๆบ้าง แต่เชื่อว่าถ้าคุณบอกเพื่อนร่วมโต๊ะประชุมว่ากำลังอยู่ในระหว่างการรักษานิสัยแย่ๆของคุณอยู่ เรื่องแบบนี้คนรักกันจริงเขาไม่โกรธหรอกครับ!

เรียบเรียงข้อมูลจาก นิตยสาร GM ฉบับเดือนมีนาคม 2012